ข้อมูลท่องเที่ยว 76 จังหวัด
โรงแรมที่พัก
ติดต่อเรา
เกี่ยวกับเรา
สารบัญเวป
กลับหน้าหลักไปเที่ยวดอทคอม   เที่ยวเมืองไทยนึกถึงไปเที่ยวดอทคอม

ไปเที่ยวป่าภูเขาและถ้ำ
ไปเที่ยวทะเล
ไปเที่ยววัด
ไปเที่ยวสถาปัตยกรรม
ไปเที่ยวน้ำตก
ไปเที่ยวชมดอกไม้
ไปเที่ยวโลกใต้ทะเล
เทศกาลงานประเพณี
เพื่อนบ้านของเรา
ติดต่อลงโฆษณา

 
ตอนนี้คุณอยู่ : ไปเที่ยวดอทคอม / ไปเที่ยวป่า / ชนิดของป่าในเมืองไทย

ชนิดของป่าในเมืองไทย

จากสภาพภูมิอากาศที่เป็นแบบเขตร้อนและกึ่งร้อนมีลมมรสุมตะวันออก เฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้พัด ผ่าน มีสภาพภูมิประเทศตั้งแต่หาด ทรายชายทะเลจนถึงยอดเขาสูงถึง 2,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล ปานกลาง บางพื้นที่มีความแห้งแล้งและมีไฟป่าเป็นประจำ ดินแปรผันไป มากมายหลายชนิด มีคุณลักษณะและความอุดม สมบูรณ์แตกต่างกันไป จึงทำให้ประเทศไทยมีป่าอยู่หลายชนิดด้วยกัน

สามารถแบ่งป่าในประเทศไทยออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ ป่าไม้ผลัดใบ (Evergreen Forest) และป่าผลัดใบ (Deciduous Forest) ซึ่งในแต่ละกลุ่มประกอบด้วยป่าชนิดต่าง ๆ ดังนี้

สังคมพืชป่าไม้ผลัดใบ
เป็นป่าที่ประกอบไปด้วยพรรณพืชที่ให้ความเขียวชอุ่มตลอดปี ป่ากลุ่มนี้มีประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ของเนื้อที่ป่าของประเทศไทย และสามารถแยกออกเป็นชนิดย่อย ๆ ได้อีกหลายชนิด คือ

  1. ป่าดิบชื้น มีอยู่ตามภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ของประเทศ ที่มีระดับสูงตั้งแต่ระดับเดียวกันกับน้ำ ทะเล จนถึงระดับ 100 เมตร มีปริมาณน้ำฝนตกไม่น้อยกว่า 2,500 มิลลิเมตรต่อปี พรรณไม้ที่ขึ้นมากชนิด เช่น พวกไม้ยางต่าง ๆ พืชชั้นล่างจะเต็มไปด้วยพวกปาล์ม หวาย ไผ่ต่าง ๆ และเถาวัลย์นานาชนิด

  2. ป่าดิบแล้ง มีอยู่ทั่วไปตามภาคต่าง ๆ ของประเทศ ตามบริเวณที่ราบและหุบเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำ ทะเลตั้งแต่ 100-500 เมตร มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 1,000-2,000 มิลลิเมตร ต่อปี มีพรรณไม้หลักมาก ชนิดด้วยกัน เช่น กระบาก ยางนา ยางแดง ตะเคียนหิน เต็งตานี พยอม สมพง มะค่า ยางน่อง กระบก พลวง เป็นต้น พืชชั้นล่างก็มีพวกปาล์ม พวกหวาย พวกขิง ข่า แต่ปริมาณไม่หนาแน่นนัก

  3. ป่าดิบเขา คือป่าที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตร ขึ้นไป มีกระจัดกระจายอยู่ตามภาคต่าง ๆ ของประเทศ มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 1,500-2,000 มิลลิเมตร ต่อปี พรรณไม้หลักค่อนข้างจำกัด เช่น ก่อชนิดต่าง ๆ ทะโล้ ยมหอม กำลังเสือโคร่ง นางพญาเสือโคร่ง สนสามพันปี มะขามป้อมดง พญาไม้ พญามะขามป้อมดง สนแผง กุหลาบป่า ฯลฯ ผสมปนกันไป ตามต้นไม้มีพวกไลเคนและมอส หรือตะไคร่น้ำเกาะอยู่ พืชชั้นล่างมีพวกไม้ดอกล้มลุก เฟิร์น และไผ่ชนิดต่าง ๆ กระจายอยู่ทั่วไป

  4. ป่าสน มักจะกระจายเป็นหย่อม ๆ ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวัน ตกเฉียงใต้ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 200-1,600 เมตร มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 1,000-1,500 เมตร พรรณไม้ที่ขึ้นมีไม่มากชนิด มีสนสองใบกับสนสามใบเป็นหลัก นอกนั้นก็มีพวกไม้เหียง ไม้พลวง ก่อ กำยาน ไม้เหมือด พืชชั้นล่างมักเป็นพวกหญ้าต่าง ๆ และพืชกินแมลงบางชนิด

  5. ป่าพรุและป่าบึงน้ำจืด เป็นป่าตามที่ลุ่มและมีน้ำขังอยู่เสมอ พบกระจายทั่วไปและพบมากทางภาคใต้ อยู่ ระดับเดียวกับน้ำทะเลเป็นส่วนมาก เป็นป่าอีกประเภทหนึ่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เท่าที่มีการ สำรวจพบว่ามีพรรณไม้ไม่น้อยกว่า 470 ชนิด และในจำนวนนี้เป็นชนิดที่พบครั้งแรกของประเทศถึง 50 ชนิด ปริมาณน้ำฝนระหว่าง 2,300-2,600 มิลลิเมตร ต่อปี พรรณไม้หลักมีพวกมะฮัง สะเตียว ยากา ตารา อ้ายบ่าว หว้าน้ำ หว้าหิน ช้างไห้ ตังหน ตีนเป็ดแดง จิกนม เป็นต้น พืชชั้นล่างเป็นพวกปาล์ม เช่น หลุมพี ค้อ หวายน้ำ ขวน ปาล์มสาคู รัศมีเงิน กระจูด เตยต่าง ๆ เป็นต้น

  6. ป่าชายเลนหรือป่าบึงน้ำเค็ม เป็นป่าที่น้ำทะเลท่วมถึงพบตามชายฝั่งที่เป็นแหล่งสะสมดินเลนทั่วๆ ไป นับ เป็นเอกลักษณ์ของสภาพป่าอีกแบบหนึ่งในเขตร้อน เป็นป่าที่มีพืชพรรณค่อนข้างน้อยชนิดและขึ้นเป็นกลุ่ม ก้อน เท่าที่สำรวจพบมี 70 ชนิด พรรณไม้หลักมีโกงกางใบเล็กและโกงกางใบใหญ่เป็นพื้น นอกนั้นเป็น พวกแสม ไม้ถั่ว ประสัก หรือพังกา โปรง ฝาด ลำพู-ลำแพน เป็นต้น ผิวหน้าดินเป็นที่สะสมของมวลชีวภาพ เป็นอาหารของสัตว์ทะเลวัยอ่อนอย่างดี สำหรับพืชชั้นล่างเป็นพวกเหงือกปลาหมอ ถอบแถบน้ำ ปรงทะเล และจาก เป็นต้น

  7. ป่าชายหาด เป็นป่าที่อยู่ตามชายฝั่งทะเลที่มีดินเป็นกรวด ทราย และโขดหินพรรณไม้น้อยชนิด และ ผิดแผกไปจากป่าอื่นอย่างเด่นชัด ถ้าเป็นแหล่งดินทรายจะมีพวกสนทะเลขึ้นเป็นกลุ่มก้อน ไม่ค่อยมีพรรณ ไม้อื่นปะปน พืชชั้นล่างมีพวกคนทีสอ ผักบุ้งทะเล และพรรณไม้เลื้อยอื่น ๆ บางชนิด ถ้าดินเป็นกรวดหิน พรรณไม้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกกระทิง ไม้เมา หูกวาง และเกด เป็นต้น


สังคมพืชป่าผลัดใบ เป็นสังคมที่ประกอบไปด้วยพรรณพืชที่ผลัดใบหรือ ทิ้งใบเป็นองค์ประกอบสำคัญ การ ผลัดเปลี่ยนใบจะใช้เวลาค่อนข้างยาว นาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้ง สังคมพืชกลุ่มนี้มีประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ของเนื้อที่ป่าของประเทศไทย และแยกเป็นชนิดย่อย ๆ คือ

  1. ป่าเบญจพรรณ มีอยู่ทั่วไปตามภาคต่าง ๆ ของประเทศ ที่เป็นที่ราบหรือตามเนินเขาที่สูงจากระดับน้ำ ทะเล ระหว่าง 50-600 เมตร ดินเป็นได้ตั้งแต่ดินเหนียว ดินร่วน จนถึงดินลูกรัง ปริมาณน้ำฝนไม่เกิน 1,000 มิลลิเมตร ต่อปี เป็นสังคมพืชที่มีความหลากหลายทางมวลชีวะมากสังคมหนึ่ง พรรณไม้จะผลัด ใบมากในฤดูแล้ง เป็นเหตุให้พรรณไม้เหล่านี้มีวงปีในเนื้อไม้หลายชนิด พรรณไม้ขึ้นคละปะปนกัน ที่เป็นไม้ หลักก็มี สัก แดง ประดู่ มะค่าโมง พยุง ชิงชัน พฤกษ์ถ่อน ตะเคียนหนู หามกราย รกฟ้า พี้จั่น และไผ่ ขึ้นเป็นป่าหนาแน่น

  2. ป่าเต็งรัง มีอยู่ทั่วไปตามภาคต่าง ๆ ของประเทศ ที่เป็นที่ราบหรือตามเนินเขา ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 100-600 เมตร ดินมักเป็นดินทรายและดินลูกรัง มีปริมาณน้ำฝนไม่เกิน 1,000 มิลลิเมตรต่อปี พรรณไม้ที่ขึ้นมักเป็นชนิดที่ทนแล้งทนไฟป่า เช่น เต็ง รัง เหียง พลวง กราด ประดู่ แสลงใจ เม่า มะขามป้อม มะกอก ผักหวาน ฯลฯ เป็นต้น พืชชั้นล่างส่วนใหญ่เป็นพวกหญ้า ไผ่ต่าง ๆ ที่พบมากที่สุดคือ ไผ่เพ็กหรือหญ้าเพ็ก พวกปรง พวกขิง ข่า กระเจียว เปราะ เป็นต้น

  3. ป่าหญ้า เป็นป่าที่เกิดภายหลังจากที่ป่าธรรมชาติอื่น ๆ ดังกล่าวข้างต้น ได้ถูกทำลายไปหมด ดินมีสภาพเสื่อมโทรมจนไม้ต้นไม่อาจขึ้นหรือเจริญงอกงามต่อไปได้ พวกหญ้าต่าง ๆ จึงเข้ามาแทนที่ พบได้ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของไทย หญ้าที่ขึ้นส่วนใหญ่เป็นหญ้าคา แฝก หญ้าพง อ้อ แขม เป็นต้น ไม้ต้นมีขึ้นกระจายห่าง ๆ กันบ้าง เช่น กระโดน กระถินป่า สีเสียดแก่น ประดู่ ติ้ว แต้ว ตานหลือง และปรงป่า เป็นต้น ไม้เหล่านี้ทนแล้ง และทนไฟป่าได้ดี

สิ่งที่ควรรู้ก่อนเที่ยวป่า :
หน้าหลักเที่ยวป่า
| ชนิดของป่าในเมืองไทย | ข้อปฏิบัติในการท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติ | การเตรียมตัวเที่ยวป่า
เส้นทางการเดินป่า :
ทุ่งดอกไม้แสลงหลวง | ป่าเมฆอินทนนท์ | ป่าสนภูกระดึง | ป่าดิบเขาใหญ่ | ป่าใต้เขาหลวง | ป่าพรุสิรินธร

สงวนลิขสิทธิ์ การนำข้อมูลส่วนใดส่วนหนึ่งไปใช้ กรุณาขออนุญาติ หรือนำไปใช้โดยที่เราไม่ทราบหากเกิดปัญหาเราจะไม่รับผิดชอบใดๆ

Copyright © PaiTeaw.com. All rights reserved. สถานที่ท่องเที่ยว | ข้อมูลท่องเที่ยว 76 จังหวัด | โรงแรมที่ที่พัก | ติดต่อเรา | เกี่ยวกับเรา | เพื่อนบ้านของเรา
หากมีปัญหาเกี่ยวกับเวปติดต่อมาได้ที่ webmaster@paiteaw.com :