| จากสภาพภูมิอากาศที่เป็นแบบเขตร้อนและกึ่งร้อนมีลมมรสุมตะวันออก
เฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้พัด ผ่าน มีสภาพภูมิประเทศตั้งแต่หาด ทรายชายทะเลจนถึงยอดเขาสูงถึง
2,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล ปานกลาง บางพื้นที่มีความแห้งแล้งและมีไฟป่าเป็นประจำ
ดินแปรผันไป มากมายหลายชนิด มีคุณลักษณะและความอุดม สมบูรณ์แตกต่างกันไป
จึงทำให้ประเทศไทยมีป่าอยู่หลายชนิดด้วยกัน
สามารถแบ่งป่าในประเทศไทยออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ ป่าไม้ผลัดใบ
(Evergreen Forest) และป่าผลัดใบ (Deciduous Forest) ซึ่งในแต่ละกลุ่มประกอบด้วยป่าชนิดต่าง
ๆ ดังนี้
สังคมพืชป่าไม้ผลัดใบ
เป็นป่าที่ประกอบไปด้วยพรรณพืชที่ให้ความเขียวชอุ่มตลอดปี ป่ากลุ่มนี้มีประมาณ
30 เปอร์เซ็นต์ ของเนื้อที่ป่าของประเทศไทย และสามารถแยกออกเป็นชนิดย่อย
ๆ ได้อีกหลายชนิด คือ
- ป่าดิบชื้น มีอยู่ตามภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ของประเทศ
ที่มีระดับสูงตั้งแต่ระดับเดียวกันกับน้ำ ทะเล จนถึงระดับ 100 เมตร
มีปริมาณน้ำฝนตกไม่น้อยกว่า 2,500 มิลลิเมตรต่อปี พรรณไม้ที่ขึ้นมากชนิด
เช่น พวกไม้ยางต่าง ๆ พืชชั้นล่างจะเต็มไปด้วยพวกปาล์ม หวาย ไผ่ต่าง
ๆ และเถาวัลย์นานาชนิด
- ป่าดิบแล้ง มีอยู่ทั่วไปตามภาคต่าง ๆ ของประเทศ ตามบริเวณที่ราบและหุบเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำ
ทะเลตั้งแต่ 100-500 เมตร มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 1,000-2,000 มิลลิเมตร
ต่อปี มีพรรณไม้หลักมาก ชนิดด้วยกัน เช่น กระบาก ยางนา ยางแดง ตะเคียนหิน
เต็งตานี พยอม สมพง มะค่า ยางน่อง กระบก พลวง เป็นต้น พืชชั้นล่างก็มีพวกปาล์ม
พวกหวาย พวกขิง ข่า แต่ปริมาณไม่หนาแน่นนัก
- ป่าดิบเขา คือป่าที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000
เมตร ขึ้นไป มีกระจัดกระจายอยู่ตามภาคต่าง ๆ ของประเทศ มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง
1,500-2,000 มิลลิเมตร ต่อปี พรรณไม้หลักค่อนข้างจำกัด เช่น ก่อชนิดต่าง
ๆ ทะโล้ ยมหอม กำลังเสือโคร่ง นางพญาเสือโคร่ง สนสามพันปี มะขามป้อมดง
พญาไม้ พญามะขามป้อมดง สนแผง กุหลาบป่า ฯลฯ ผสมปนกันไป ตามต้นไม้มีพวกไลเคนและมอส
หรือตะไคร่น้ำเกาะอยู่ พืชชั้นล่างมีพวกไม้ดอกล้มลุก เฟิร์น และไผ่ชนิดต่าง
ๆ กระจายอยู่ทั่วไป
- ป่าสน มักจะกระจายเป็นหย่อม ๆ ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคตะวันออก และภาคตะวัน ตกเฉียงใต้ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 200-1,600
เมตร มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 1,000-1,500 เมตร พรรณไม้ที่ขึ้นมีไม่มากชนิด
มีสนสองใบกับสนสามใบเป็นหลัก นอกนั้นก็มีพวกไม้เหียง ไม้พลวง ก่อ
กำยาน ไม้เหมือด พืชชั้นล่างมักเป็นพวกหญ้าต่าง ๆ และพืชกินแมลงบางชนิด
- ป่าพรุและป่าบึงน้ำจืด เป็นป่าตามที่ลุ่มและมีน้ำขังอยู่เสมอ
พบกระจายทั่วไปและพบมากทางภาคใต้ อยู่ ระดับเดียวกับน้ำทะเลเป็นส่วนมาก
เป็นป่าอีกประเภทหนึ่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เท่าที่มีการ
สำรวจพบว่ามีพรรณไม้ไม่น้อยกว่า 470 ชนิด และในจำนวนนี้เป็นชนิดที่พบครั้งแรกของประเทศถึง
50 ชนิด ปริมาณน้ำฝนระหว่าง 2,300-2,600 มิลลิเมตร ต่อปี พรรณไม้หลักมีพวกมะฮัง
สะเตียว ยากา ตารา อ้ายบ่าว หว้าน้ำ หว้าหิน ช้างไห้ ตังหน ตีนเป็ดแดง
จิกนม เป็นต้น พืชชั้นล่างเป็นพวกปาล์ม เช่น หลุมพี ค้อ หวายน้ำ
ขวน ปาล์มสาคู รัศมีเงิน กระจูด เตยต่าง ๆ เป็นต้น
- ป่าชายเลนหรือป่าบึงน้ำเค็ม เป็นป่าที่น้ำทะเลท่วมถึงพบตามชายฝั่งที่เป็นแหล่งสะสมดินเลนทั่วๆ
ไป นับ เป็นเอกลักษณ์ของสภาพป่าอีกแบบหนึ่งในเขตร้อน เป็นป่าที่มีพืชพรรณค่อนข้างน้อยชนิดและขึ้นเป็นกลุ่ม
ก้อน เท่าที่สำรวจพบมี 70 ชนิด พรรณไม้หลักมีโกงกางใบเล็กและโกงกางใบใหญ่เป็นพื้น
นอกนั้นเป็น พวกแสม ไม้ถั่ว ประสัก หรือพังกา โปรง ฝาด ลำพู-ลำแพน
เป็นต้น ผิวหน้าดินเป็นที่สะสมของมวลชีวภาพ เป็นอาหารของสัตว์ทะเลวัยอ่อนอย่างดี
สำหรับพืชชั้นล่างเป็นพวกเหงือกปลาหมอ ถอบแถบน้ำ ปรงทะเล และจาก
เป็นต้น
- ป่าชายหาด เป็นป่าที่อยู่ตามชายฝั่งทะเลที่มีดินเป็นกรวด
ทราย และโขดหินพรรณไม้น้อยชนิด และ ผิดแผกไปจากป่าอื่นอย่างเด่นชัด
ถ้าเป็นแหล่งดินทรายจะมีพวกสนทะเลขึ้นเป็นกลุ่มก้อน ไม่ค่อยมีพรรณ
ไม้อื่นปะปน พืชชั้นล่างมีพวกคนทีสอ ผักบุ้งทะเล และพรรณไม้เลื้อยอื่น
ๆ บางชนิด ถ้าดินเป็นกรวดหิน พรรณไม้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกกระทิง ไม้เมา
หูกวาง และเกด เป็นต้น
สังคมพืชป่าผลัดใบ เป็นสังคมที่ประกอบไปด้วยพรรณพืชที่ผลัดใบหรือ ทิ้งใบเป็นองค์ประกอบสำคัญ
การ ผลัดเปลี่ยนใบจะใช้เวลาค่อนข้างยาว นาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้ง
สังคมพืชกลุ่มนี้มีประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ของเนื้อที่ป่าของประเทศไทย
และแยกเป็นชนิดย่อย ๆ คือ
- ป่าเบญจพรรณ มีอยู่ทั่วไปตามภาคต่าง ๆ ของประเทศ ที่เป็นที่ราบหรือตามเนินเขาที่สูงจากระดับน้ำ
ทะเล ระหว่าง 50-600 เมตร ดินเป็นได้ตั้งแต่ดินเหนียว ดินร่วน จนถึงดินลูกรัง
ปริมาณน้ำฝนไม่เกิน 1,000 มิลลิเมตร ต่อปี เป็นสังคมพืชที่มีความหลากหลายทางมวลชีวะมากสังคมหนึ่ง
พรรณไม้จะผลัด ใบมากในฤดูแล้ง เป็นเหตุให้พรรณไม้เหล่านี้มีวงปีในเนื้อไม้หลายชนิด
พรรณไม้ขึ้นคละปะปนกัน ที่เป็นไม้ หลักก็มี สัก แดง ประดู่ มะค่าโมง
พยุง ชิงชัน พฤกษ์ถ่อน ตะเคียนหนู หามกราย รกฟ้า พี้จั่น และไผ่
ขึ้นเป็นป่าหนาแน่น
- ป่าเต็งรัง มีอยู่ทั่วไปตามภาคต่าง ๆ ของประเทศ ที่เป็นที่ราบหรือตามเนินเขา
ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 100-600 เมตร ดินมักเป็นดินทรายและดินลูกรัง
มีปริมาณน้ำฝนไม่เกิน 1,000 มิลลิเมตรต่อปี พรรณไม้ที่ขึ้นมักเป็นชนิดที่ทนแล้งทนไฟป่า
เช่น เต็ง รัง เหียง พลวง กราด ประดู่ แสลงใจ เม่า มะขามป้อม มะกอก
ผักหวาน ฯลฯ เป็นต้น พืชชั้นล่างส่วนใหญ่เป็นพวกหญ้า ไผ่ต่าง ๆ ที่พบมากที่สุดคือ
ไผ่เพ็กหรือหญ้าเพ็ก พวกปรง พวกขิง ข่า กระเจียว เปราะ เป็นต้น
- ป่าหญ้า เป็นป่าที่เกิดภายหลังจากที่ป่าธรรมชาติอื่น ๆ
ดังกล่าวข้างต้น ได้ถูกทำลายไปหมด ดินมีสภาพเสื่อมโทรมจนไม้ต้นไม่อาจขึ้นหรือเจริญงอกงามต่อไปได้
พวกหญ้าต่าง ๆ จึงเข้ามาแทนที่ พบได้ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของไทย
หญ้าที่ขึ้นส่วนใหญ่เป็นหญ้าคา แฝก หญ้าพง อ้อ แขม เป็นต้น ไม้ต้นมีขึ้นกระจายห่าง
ๆ กันบ้าง เช่น กระโดน กระถินป่า สีเสียดแก่น ประดู่ ติ้ว แต้ว ตานหลือง
และปรงป่า เป็นต้น ไม้เหล่านี้ทนแล้ง และทนไฟป่าได้ดี
|