| วิถีชีวิตของมนุษย์ในอดีต มีความสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์ และดวงดาว เป็นอย่างมาก ดวงอาทิตย์ลูก ไฟดวงใหญ่ ซึ่งขึ้นและตกเป็นประจำทุกวัน
ให้ความ สว่างและความอบอุ่นต่อมวลมนุษย์ ทำให้มนุษย์ดำรงกิจวัตร ประจำวันได้ตาม
ปกติ ต่อมามนุษย์เริ่มสังเกตเห็นว่า ตำแหน่งการขึ้น-ตก ของดวงอาทิตย์แต่ละวัน
ในรอบปีมีความ สัมพันธ์กับฤดูกาล ดังนั้นการสังเกตตำแหน่งต่าง ๆ ทำให้เขารู้ว่า
เมื่อใดควรเริ่มเพาะปลูก เมื่อใดควรออกล่าสัตว์ และเมื่อใดควรเริ่มสะสมอาหารไว้
บริโภคเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว
นอกจากดวงอาทิตย์แล้ว มนุษย์ยังสามารถสังเกตตำแหน่งของดวงจันทร์ ดาวเคราะห์
และกลุ่มดาว ที่สัมพันธ์ กับการดำเนินกิจกรรมที่สำคัญต่าง ๆ รวมทั้งการกำหนดระบบเวลา
โดยการสังเกตวัตถุท้องฟ้าเหล่านี้ ด้วยเหตุที่ วัตถุท้องฟ้าดังกล่าวนี้ได้เข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตของมนุษย์
และมนุษย์เริ่มรู้สึกว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ ตำแหน่งขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และกลุ่มดาวต่าง ๆ อย่างแน่นอนในช่วงเวลาที่ต้องดำเนิน
กิจกรรมสำคัญ ๆ ในรอบปี มนุษย์ในอดีตจึงทำ "ที่หมาย" ซึ่งอาจเป็นแนวช่องบานประตูของปราสาทราชวังหรือ
วัดต่าง ๆ ทิศทางของแนวอาคารก่อสร้างต่าง ๆ เป็นต้น ที่สามารถชี้ไปยังวัตถุท้องฟ้าที่ต้องการในเวลาที่เหมาะสม
อาทิ วัดใหญ่ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งวางแนวในทิศขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ในฤดูหนาว
วิหารเซนต์ปีเตอร์ในกรุงโรม ซึ่ง วางแนวอยู่ในทิศที่เป็นตำแหน่งขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ในวันที่
21 มีนาคม และ 21 กันยายนของทุกปีพอดี กอง หินประหลาด (Stonehenge)
ในประเทศอังกฤษ ซึ่งการวางเรียงก้อนหินอยู่ในแนวขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์และ
กลุ่มดาวต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่สำคัญ แม้กระทั่ง พีระมิดใหญ่แห่งเมืองกิซา
(GIZA) ในประเทศอียิปต์ ก็วางแนวอยู่ ในทิศเหนือ-ใต้ ตะวันออก-ตะวันตกพอดี
ซึ่งแสดงว่าคนในยุคก่อนมีความเข้าใจเรื่องทิศ เรื่องการขึ้น-ตก และการ
เคลื่อนที่ของวัตถุท้องฟ้าเป็นอย่างดี
ในประเทศไทย สถานที่สำคัญ ๆ บางแห่ง เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง ในจังหวัดบุรีรัมย์
ที่วางตัวอยู่ในทิศที่ดวง อาทิตย์ขึ้นในวันที่ 3 เมษายนของทุกปี ซึ่งสังเกตได้จากแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านช่องประตูทั้ง
15 ช่องประตูพร้อมกัน หรือการวางแนวของกำแพงเมือง เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในทิศเหนือ-ใต้
ตะวันออก-ตะวันตกพอดี เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าสถานที่ต่าง ๆ ที่มีความสำคัญทางดาราศาสตร์ในอดีต
ในปัจจุบันก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ๆ ทั้งสิ้น
นอกจากนี้ ทั่วทุกมุมโลกยังมีหอดูดาวใหญ่น้อยมากมาย และหอดูดาวหลาย
ๆ แห่งก็เปิดบริการให้ประชาชนผู้ สนใจได้มีโอกาสเข้าชมกิจการและร่วมกิจกรรมทางด้านดาราศาสตร์อย่างสม่ำเสมอ
หอดูดาวในเมืองไทยนั้น ได้แก่ หอดูดาวมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หอดูดาวแห่งเวียงพิงค์
ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ของจังหวัด เชียงใหม่หลายแห่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัดพระธาตุดอยสุเทพ อันเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวเชียงใหม่
และพระ ตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์อันเป็นสง่าของเมืองเชียงใหม่ หอดูดาวมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เปิดบริการให้ประชาชนผู้ สนใจเข้าเยี่ยมโดยมีกล้องดูดาวขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
0.4 เมตร พร้อมอุปกรณ์รับสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์อันทันสมัยไว้บริการ
สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับดาวและปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ต่าง ๆ นั้น
การไปท่องเที่ยวตามแหล่งท่อง เที่ยวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางดาราศาสตร์ในอดีต
หรือแม้แต่ไปเยี่ยมชมหอดูดาวต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก ก็ยังคงไม่เพียงพอ
หากยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นคนที่ดูดาวเป็น และรู้ความเป็นไปเกี่ยววัตถุท้องฟ้าชนิดต่าง
ๆ ในกรณีเช่น นี้ บุคคลที่มีความสนใจเรื่องดูดาว ก็อาจรวมกลุ่มกันจัดหาเครื่องไม้เครื่องมือที่เกี่ยวกับการดูดาวที่พอจะหาได้
เช่น กล้องดูดาวขนาดเล็ก แผนที่ดาว กล้องถ่ายภาพ เป็นต้น เดินทางไปสังสรรกันในสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง
ที่คงจะ ต้องห่างไกลจากแสงสีในเมืองสักหน่อย อาจจะเป็นที่ เขาค้อ ในจังหวัดเพชรบูรณ์
หรือ แก่งกระจาน จังหวัด เพชรบุรี เป็นต้น พอตกกลางคืน ก็ตั้งกล้องดูดาวกัน
อย่างไรก็ตาม คนที่จะไปดูดาวควรมีพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้ เรื่องกลุ่มดาว
หรือการดูดาวบ้างเล็กน้อยเพื่อให้การดูดาวนั้นเป็นที่สนุกสนานเพลิดเพลินและไม่รู้สึกเบื่อหน่าย
|